Samsung Galaxy S8 plus : รีวิวเจาะลึกทุกซอกมุม ไร้กรอบ ไร้ปุ่ม แบบไม่มีกั๊ก !

ครั้งแรกที่ได้สัมผัสตัวเครื่อง Samsung Galaxy S8 Plus ก็รู้เลยว่ามือถือรุ่นนี้จะต้องดีมากแน่ๆ เพราะเอาแค่เรื่องของการสัมผัสจับถือก่อนนะ คือ ซัมซุงเค้าออกแบบมาให้ถือได้ถนัดมือมากจริงๆ น้ำหนักก็รับกับสัดส่วน ใช้งานมือเดียวก็เริ่ด แถมหน้าตาก็ดูหรูหรา ไฮโซโบใหญ่ คือแบบ แค่ดูกันคร่าวๆ ภายนอกแค่นี้ก็อยากได้มาอยู่ในครอบครองแล้ว …

Samsung Galaxy S8 Plus

Samsung Galaxy S8 plus

เอาละค่ะ .. พูดตรงๆเลยนะว่าบทความนี้แอดตั้งใจมาอวยในความดีงามของนางแบบจริงจัง เอาแบบตั้งแต่เริ่มสัมผัสไล่ไปจนครบทุกสัดส่วนกันเลยทีเดียว ด้วยความที่เราเป็นสาวกของซัมซุงมานาน ต้องขอชมว่ารุ่นนี้ทำมาได้ฉีกแนวสุดไรสุด คือแบบ โละกรอบการปฏิบัติที่เคยทำกันมาเป็นสิบๆปีออกได้โดยที่ขนาดเราคนใช้เองยังไม่มีความคิดนี้อยู่ในหัวมาก่อนเลยจริงๆ นี่ยอมใจผู้บริหารมากที่กล้าออกมาปฏิวัติการทำปุ่มโฮมแบบใหม่ ด้วยการเอาปุ่มโฮมแบบเดิมที่มีความนูนๆอยู่ตรงกลางด้านล่างของจอออกแล้วก็เปลี่ยนมาเป็นปุ่มโฮมแบบใหม่ที่เรียกว่า Invisible Home คือเอาปุ่มซ่อนลงไปใต้จอทัชสกรีนพอเวลาเรียกใช้งานก็ออกแรงกดที่ไอค่อนเล็กน้อยตรงตำแหน่งเดิมแต่ไร้ปุ่มนูนๆที่หน้าจอ มันเรียบสนิทดูสะอาดตาเป็นที่สุด

ถัดมาอีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตามมาก็คือ ขนาดสัดส่วนหน้าจอที่จากเดิมเคยใช้ขนาด 16:9 นั้น ในรุ่นนี้ได้เปลี่ยนให้มีขนาดยาวขึ้นเป็น 18.5:9 ซึ่งสาเหตุที่เปลี่ยนขนาดนั้นก็ไม่ใช่อะไร สืบเนื่องมาจากการเอาปุ่มโฮมแบบเดิมออกไป และด้วยความที่เป็นขอบจอโค้งจึงทำให้ S8+ มีหน้าจอที่ดูกว้างกว่าเดิม เสมือนจอไร้กรอบนั่นเอง เพิ่มอรรถรสในการใช้งาน โดยมีพื้นที่ของหน้าจอแสดงผลที่ขยายเพิ่มขึ้น ลดขอบดำบริเวณด้านข้างให้ลดลง

ส่วนชนิดหน้าจอเป็นแบบ Super AMOLED ที่แสดงสีสันจัดจ้าน มีความละเอียดหน้าจอระดับ 2220 x 1080 พิกเซล (Full HD+)  ตามสัดส่วนของหน้าจอ แต่สามารถปรับความละเอียดหน้าจอให้สูงขึ้นไปที่ระดับ WQHD+ (2960 x 1440 พิกเซล) หรือลดความละเอียดมาที่ระดับ HD+ (1480 x 720 พิกเซล) ก็ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีความพิเศษอีกหนึ่งอย่างนั่นก็ คือ มุมหน้าจอจะมีลักษณะเป็นมุมโค้ง แตกต่างจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ที่มุมหน้าจอเป็นมุมฉากเพื่อให้รับกับดีไซน์ของตัวเครื่องอีกด้วย

ถัดมาก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากวัสดุในการประกอบตัวเครื่องภายนอก ซึ่งตัวนี้ใช้กรอบเป็นโลหะเคลือบสีดำเงาและกระจก Corning Gorrilla Glass 5 ที่ดูเงางามแต่แฝงไปด้วยความทนทานในระดับที่สูงกว่ารุ่นอื่นๆ ที่ซัมซุงเคยทำมา ทั้งด้านหน้าและด้านหลังผสมผสานกันอย่างลงตัวมากๆ

ถัดมาในส่วนของปุ่มด้านข้างของตัวเครื่องก็จะมีปุ่ม Volume เพิ่มลดเสียงที่ทำเป็นปุ่มยาวปุ่มเดียว ถัดลงมาอีกนิดก็จะมีปุ่มเล็กๆเพิ่มมาอีกหนึ่งปุ่ม อ้ะๆ นางไม่ใช่แค่ปุ่มธรรมดานะจ้ะ แต่นางมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Bixby  หรือผู้ช่วยส่วนตัวของซัมซุงนั่นเองค่ะ คือเราอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากับฟีเจอร์ผู้ช่วยส่วนตัวจากค่ายผู้ผลิตมือถือค่ายอื่นๆ อาทิเช่น Siri , Cortana เป็นต้น ซึ่งบิ๊กบี้ของเราก็คล้ายๆกันแต่ฟังก์ชั่นการทำงานไม่เหมือนกันสักเท่าไหร่ คือนางจะเป็นเสมือนผู้ช่วยของเราที่มาในรูปแบบใหม่ ที่เปลี่ยนโฉมการใช้งานทั้งหมด เพียงกดเรียก Bixby ผ่านปุ่มด้านซ้ายใกล้ปุ่มวอลลุ่ม ก็สามารถค้นหาข้อมูล และสั่งงานต่างๆ ได้ผ่านทางเสียงและภาพ ทั้งการใช้เสียงสั่งงานเข้าสู่เมนูต่างๆหรือทำตามคำสั่ง เช่น สั่งให้โทรศัพท์โทรออก ส่งอีเมล์ ฯลฯ

และในฟีเจอร์ย่อยๆของ Bixby ก็จะมีฟีเจอร์ Home ที่รวมแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานบ่อยๆ ข่าวสารที่ผู้ใช้ค้นหาเป็นประจำ และถ้าใครต้องใช้งานแจ้งเตือนความจำและนัดหมาย ก็ยังมีฟีเจอร์ Reminder ที่สามารถสั่งงานให้ Bixby แจ้งเตือนต่างๆได้ หรือแม้กระทั่งภาพถ่าย Bixby ก็ช่วยให้นำภาพถ่ายมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น การใช้ภาพถ่ายค้นหาข้อมูลเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Image การค้นข้อมูลด้วยภาพถ่ายจากเครื่อง, Shopping การค้นหาสินค้าในเว็บไซต์ Amazon, Place การค้นหาสถานที่ร่วมกับแอปพลิเคชั่น Foursquare ฯลฯ ซึ่งการใช้งาน Bixby ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตร่วมด้วยทุกครั้ง แต่ … ในบ้านเรายังไม่สามารถใช้งานได้นะจ้ะ ตอนนี้ใช้ได้เฉพาะในเกาหลี คาดว่าในอนาคตน่าจะสามารถใช้ได้ในอีกหลายๆประเทศ

ถัดมาในส่วนของฝั่งด้านขวาของตัวเครื่องก็คือ ปุ่มพาวเวอร์ เปิด-ปิดเครื่องนั่นเองค่ะ ซึ่งครั้งนี้ปุ่มพาวเวอร์ไม่ได้มีหน้าที่แค่เปิดปิดเครื่องอย่างเดียวแล้วนะคะ เค้ายังมีหน้าที่เพิ่มขึ้นมาคือ แคปเจอร์หน้าจอค่ะ เนื่องจากปุ่มโฮมหายไปทำให้การกดแคปเจอร์แบบเก่าไม่สามารถทำได้เค้าเลยโปรแกรมตั้งค่าให้ปุ่มพาวเวอร์ทำหน้าที่แทน โดยการกด ดับเบิ้ลคลิก ที่ปุ่ม 2 ครั้งมือถือก็จะทำการแคปหน้าจอที่เราต้องการได้แล้วค่ะ

ถัดมาในส่วนของลูกเล่นเสริมผ่านหน้าจอโค้งก็ไม่ธรรมดา นอกจากเมนู Edge Panel แสดงการแจ้งเตือนและข่าวสารต่างๆ บนขอบโค้งหน้าจอ และ Edge Lighting ที่ช่วยแจ้งเตือนเมื่อมีสายเข้าแล้ว นอกจากนี้ก็จะมี Pop-Up แจ้งเตือนสายเข้าขนาดเล็กบนหน้าจอ ทำให้ไม่รบกวนสายตาขณะใช้งาน พร้อมแสงไฟ Edge Lighting ที่จะวิ่งทั้ง 4 ด้านของหน้าจออย่างสวยงาม จากเดิมที่ Edge Lighting จะแสดงผลบนขอบหน้าจอด้านซ้ายหรือขวาเท่านั้น

ในส่วน TouchWiz UI แบบใหม่ใน S8 / S8+ จะไม่มีปุ่ม Apps อยู่ที่หน้าจอหลักเพื่อเข้าสู่หน้ารวมเมนู (App Drawer) อีกต่อไป แต่ใช้วิธีการปัดหน้าจอขึ้นด้านบนเพื่อเข้าสู่หน้ารวมเมนูแทน และใช้วิธีปัดหน้าจอลงเพื่อกลับหน้าจอหลักได้ และปุ่มคำสั่งใต้ขอบจอทั้ง 3 ปุ่มถูกย้ายไปอยู่ข้างในส่วนล่างของหน้าจอเรียบร้อย

ถัดมาในส่วนของด้านบนกับด้านล่างของตัวเครื่องกันบ้างค่ะ ในส่วนล่างนี้ก็จะเป็นพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครัน ทั้ง USB Type-C , พอร์ตเสียบหูฟัง และลำโพง ในส่วนของด้านบนก็จะเป็นช่องใสซิมการ์ดแบบ Dual Sim ซึ่งสามารถใช้งานได้ 2 ซิมการ์ด หรือจะเลือกใช้ซิมแค่ซิมเดียวแล้วใส่เป็นไม่โครเอสดีการ์ดแทนก็ได้ค่ะ ในส่วนของไมโครเอสดีการ์ดตัวนี้ก็สามารถเพิ่มได้ สูงสุด 256 GB เลยทีเดียว คือเก็บ ทั้งรูป ทั้งหนัง เอาแบบเต็มสตรีมกันไปเลย

ถัดมา มาดูกันต่อในส่วนของกล้องกันบ้าง สำหรับรุ่นนี้ก็ยังคงเอกลักษณ์การถ่ายภาพด้วยกล้อง 12 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำๆอีก 4 อย่างนั่นก็คือ

  • Dual Pixel ที่ให้ภาพถ่ายที่มีสีสันที่สดใสสมจริง ความคมชัดในระดับ Hires เช่นเดิมผ่านระบบประมวลผล
  • Enhanced Image Processing จับทุกการเคลื่อนไหวให้ภาพคมชัดกว่าที่เคย ด้วย
  • Multi Frame Technology หรือการรวมภาพถ่าย 3 ภาพเข้ากันแล้วเอามารวมกันเป็นภาพเดียว รวมถึงระบบ
  • Smart Auto Focus ที่จับโฟกัสวัตถุและถ่ายภาพได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็วเหลือเชื่อ

ส่วนจุดเด่นสำคัญของกล้องหน้าและหลังที่ลืมบอกไม่ได้เลย ก็คือ มีรูรับแสงกว้าง F/1.7 เท่ากัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการภาพถ่ายให้ดีขึ้น และทำให้ภาพสว่างขึ้นแม้จะถ่ายในที่แสงน้อย ซึ่งทดสอบถ่ายภาพในสภาพแสงช่วงประมาณ 6 โมงเย็นแดดร่มลมตก ก็ได้ภาพถ่ายที่สว่างสมจริงดูไม่สว่างจ้าจนเกินไป ดังตัวอย่างภาพด้านล่างนี้

และนอกจากนี้ก็ยังมีลูกเล่นฟรุ้งฟริ้งมาเอาใจสาวๆ ที่ชอบความมุ้งมิ้งกิ่งก่องแก้วด้วยด้วยสติกเกอร์รูปสัตว์ดุ๊กดิ๊กน่ารักๆ ตกแต่งใบหน้าเมื่อเซลฟี่ด้วยกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ไม่ต้องโหลดแอพฯ อื่น ๆ มาใช้ก็น่ารักได้ตามสไตล์ที่เลือกเอง แถมการเซลฟี่ก็ยังทำให้สาวๆ ได้รูปออกมาสวยใส ในทุกมุมมอง และยังมี Smart Auto Focus มาใส่ไว้ในกล้องหน้าอีกด้วย ต่อไปเวลาจะถ่ายเซลฟี่กับเพื่อนด้วยกล้องหน้าใน S8+ ก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าหน้าจะเบลอตาจะปรือเพราะมันโฟกัสใบหน้าได้ทุกคนแล้ว เย้ๆ

ถัดมาในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัย ในรุ่นนี้เค้าก็จับเอาระบบรักษาความปลอดภัยแบบไบโเมตริกใส่เพิ่มมาให้อีกสองแบบ คือเมื่อก่อนเราจะใช้แค่สแกนลายนิ้วอย่างเดียว แต่ในรุ่นนี้จะมีการสแกนม่านตาหรือ Iris Scanning ใส่มาใน Samsung Galaxy S8+ ด้วยหลังจากที่เราเคยได้เห็นฟีเจอร์นี้ครั้งแรกใน Galaxy Note 7 กันไปแล้วนั่นเอง ซึ่งการทำงานก็เหมือนกันทุกประการค่ะ โดยหลักการทำงานของการสแกนม่านตา ทำงานโดยเซ็นเซอร์ที่ซ่อนอยู่เหนือขอบจอด้านบนร่วมกับกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล และต้องบันทึกลายม่านตาที่ต้องการลงไปในเครื่องก่อนการใช้งานครั้งแรก โดยม่านตานั้นจะต้องไม่มีแว่นตาเลนส์สีและคอนแทคเลนส์สีสันบดบัง และบันทึกลายม่านตาได้ 1 คู่เท่านั้น

และระบบความปลอดภัยแบบที่สองก็คือ ฟีเจอร์การสแกนใบหน้า หรือ Face Recognition ที่เข้ามาเสริมความล้ำและความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น โดยการใช้งานการสแกนโครงใบหน้าก็มีหลักการทำงานคล้ายๆ การสแกนม่านตา แต่เปลี่ยนจากการบันทึกลายม่านตาเป็นใบหน้าแทน และทำงานได้รวดเร็วมากๆ เช่นกัน ส่วนการสแกนลายนิ้วมือ สามารถทำได้เช่นเคย แต่ในรุ่นนี้กลับย้ายเซ็นเซอร์ไปไว้ในจุดใหม่อย่างด้านหลังใกล้กล้องถ่ายภาพแทน แต่ก็เป็นตำแหน่งที่พอดีกับการวางนิ้วชี้ที่ด้านหลังเครื่อง

ในส่วนของขุมพลังภายในก็เป็นอีกจุดเด่นที่น่าสนใจไม่แพ้จุดอื่นๆ ด้วยชิพเซตประมวลผล Exynos 8895 Octa-core, RAM 4 GB, ROM หรือพื้นที่ภายในเครื่อง 64 GB และระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 7.0 (Nougat) แม้จะไม่ได้ ROM 128 GB และ RAM 6 GB ก็ไม่ต้องเสียใจกันไป เพราะพลังความแรง ความลื่นไหลที่ได้มานั้นก็ทำได้ดีมากอยู่แล้ว รวมถึงการจัดการประสิทธิภาพของเครื่อง และการประหยัดพลังงานที่ซัมซุงเครมว่าสามารถทำได้ดีกว่าทุกรุ่นที่เคยมีมา สังเกตได้จากการใช้งานมาสักระยะ แบตเตอรี่มีความอึด ถึกทน ใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่อง รวมถึงความจุแบตเตอรี่ 3,500 มิลลิแอมป์ที่ถือว่าสูงใช้ได้และยังรองรับการชาร์จแบบเร็ว (Fast Charging) อีกด้วย

สรุปภาพรวม 

– ดีไซน์ใหม่ ไร้กรอบ ตัวเครื่องเล็กลงพร้อมหน้าจอที่ใหญ่กว่า
– หน้าจอแสดงผล 6.2 นิ้ว, ความละเอียด Full HD+ (1080 x 2220 พิกเซล)
– กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล / รูรับแสง F1.7 / เทคโนโลยี Dual Pixel
– กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล / รูรับแสงกว้าง F1.7 พร้อมสติกเกอร์แต่งภาพเซลฟี่
– ระบบประมวลผล Enhanced Image Processing และ Multi Frame Technology
– ผู้ช่วยส่วนตัวรูปแบบใหม่ Bixby รองรับคำสั่งทั้งภาพและเสียง
– RAM 4 GB / ROM 64 GB / เพิ่ม microSD สูงสุด 256 GB
– ระบบปฏิบัติการ Android 7.0 (Nougat)
– รองรับการสแกนม่านตา ใบหน้า ลายนิ้วมือ / เชื่อมต่อ USB Type-C
– กันน้ำลึก 1.5 เมตรนาน 30 นาที (ระดับ IP68

ส่วนตัวคิดว่ารุ่นนี้ทำออกมาได้น่าประทับใจกว่าตอนที่ยังไม่ได้จับเครื่องจริงมากๆ คือก่อนหน้าคิดว่าน่าจะคล้ายเดิมอย่าง S7/S7edge แต่ผิดเลยจ้าา คือดีกว่าเดิมมากทุกอย่างจริงๆ คือแบบให้ลูกเล่น มาครบครันในราคาสามหมื่นถ้าคิดจะซื้อก็คุ้มแน่นอนอ่อและอีกอย่างที่ลืมบอกไป รุ่นนี้เค้ามีอุปกรณ์เสริมที่เรียกว่าซัมซุง DEX สามารถเอามาต่อกับมือถือและคอมเพื่อทำงานได้แบบไม่ต้องพกคอมไปด้วยเลยทีเดียวบอกเลยว่าฟีเจอร์นี้เจ๋งมากๆ วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันแรกที่เริ่มวางจำหน่ายเครื่องพร้อมกันทั่วประเทศแล้ว ใครสนใจก็สามารถไปเลือกซื้อเลือกหาได้ตามอัธยาศัยค่าาา สำหรับวันนี้เราก็คงต้องจบการรีวิวแบบตัวเต็มของเราไว้เพียงเท่านี้ ครั้งหน้าจะมีอะไรมารีวิวอีกอย่าลืมติดตามกันนะจ้ะ ^^





One thought on “Samsung Galaxy S8 plus : รีวิวเจาะลึกทุกซอกมุม ไร้กรอบ ไร้ปุ่ม แบบไม่มีกั๊ก !

  1. ความละเอียดกล้องด้านบนใส่สลับกันนะคับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *